แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การฝึกสมาธิ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การฝึกสมาธิ แสดงบทความทั้งหมด





๑. นั่งไม่ถูกวิธี


๒. จิตเป็นกังวล กังวลเรื่องงาน

๓. เหนื่อยมาก ไปทำงานมาเหนื่อยเหลือเกิน จิตท่านจะไม่เป็นสมาธิ แต่หายเหนื่อยเมื่อยล้าเมื่อไรก็ตั้งสติให้ได้แก่นได้

๔. ป่วย อาพาธหนัก จิตท่านจะไม่เป็นสมาธิ ท่านจะอุปาทานนึกถึงเวทนา ปวดโน้น เมื่อยนี้ ปวดหนอ ปวดเรื่อย อะไรทำนองนี้ จิตท่านจะขาดสมาธิทันที ถ้าไม่ฝึกปฏิบัติ ท่านจะไม่มีสมาธิเลย

๕. ราคะเกิด ขณะนั้นจิตท่านจะหายไป สมาธิจะไม่เกิด

๖. โทสะเกิด ท่านไม่สามารถแก้ไขโทสะได้ ไม่สามารถจะตั้งสติไว้ได้ สมาธิหนีไปหมด ท่านจะทำอะไรเสีย ขาดสมาธิ เพราะมีโทสะ โทสะสิงสถิตอยู่ในจิตใจของท่าน ปัญญาไม่เกิด แล้วท่านจะไม่มีสมาธิปฏิบัติอีก ๒๐ ปี ก็ไม่ได้ผล ไม่ได้อานิสงส์แต่ประการใด

๗. อารมณ์มากระทบอารมณ์เกิดกระทบสัมผัสเกิดอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดสัมผัสมากระทบอารมณ์จึงเสีย จิตไม่เป็นสมาธิ ไหนเลยท่านจะมีสมาธิ อวดอาตมาว่ามีสมาธิแล้ว ไม่จริง นั่งหลับตาก็ไม่รู้ว่าคนนี้สมถะหรือวิปัสสนา นั่งหลับตาอยู่ จิตออกไปโน้นไปเชียงใหม่โน่น จิตโน่นไปห่วงผัว กลัวผัวจะไปมีเมียใหม่ อะไรทำนองนี้ รับรองอีกร้อยปีท่านจะไม่ได้อะไร จิตเกิดโทสะ ถ้าท่านไม่ระงับโทสะก่อน สมาธิก็ไม่เกิดแน่นอน ขาดการกำหนดจิตจะขาดสติขาดปัญญา ไหนเลยสมาธิจะเกิดขึ้นกับตัวท่านได้

สาเหตุของจิตไม่สงบมีอยู่ ๘ ประการ โยมต้องกำหนดจดจำข้อนี้ไว้ก่อน จิตไม่สงบทำ

อะไรก็ไม่สงบ ถ้าไม่ฝึกมาก่อน จิตไม่มีสมาธิ จะไม่มีความสงบในครอบครัวเลย สาเหตุนั้นได้แก่

๑. ไม่มีพอ ตะเกียกตะกายอยู่ร่ำไป ท่านจะไม่มีความสงบในครอบครัวเลย

๒. ใช้เวลาว่างมากเกินไป ไม่เอางานเอาการ พวกประเภทนี้ พวกจิตว่าง มันว่างจิตก็ไหนไปสู่ที่ต่ำ ชีวิตจะไร้สาระไม่สงบ

๓. ถูกเบียดเบียนจิตใจ ครอบครัวไปอยู่ในหมู่บ้านที่เขาเบียดเบียนจิตใจ จิตท่านจะไม่สงบ

๔. อวัยวะไม่ตั้งอยู่ในความปกติ ปวดท้อง ปวดหัว ธาตุทั้ง ๔ ขาดไป อวัยวะไม่ปกติ ท่านจะขาดปัญญา จะสงบได้ไหม อวัยวะไม่ตั้งอยู่ในความสงบ ยกตัวอย่างให้เห็นอย่างง่าย ๆ ก่อนสอนก็ต้องไปปัสสาวะก่อน ไปถ่ายอุจจาระเสียก่อน ให้มันโล่งแล้วสอนต่อไป หากจิตไม่สงบแล้ว ท่านจะสอนเด็กไม่ได้ดีเลย

๕. โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ท่านเป็นโรคสามวันดีสี่วันไข้ อยู่ในภาวะอันนั้นแน่นอนที่สุด

๖. ถูกสิ่งแวดล้อมดึงไปในทางชั่ว เข้าไปอยู่ในกลุ่มคนเลว คนพาน สันดานบาป ดึงทุกวัน ดึงทุกเวลา จะไม่เกิดความสงบเลย

๗. ครอบครัวไม่มีความสุข ทะเลาะกันทุกวันจิตท่านจะไม่สงบ

๘. มัวเมาในอบายมุข เล่นการพนันไม่พัก เที่ยวสรวลเสเฮฮาในสังคมตลอดรายการ จิตท่านจะไม่สงบเลย นี่แหละจำไว้

การบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศลอะไรก็ไม่ดีเท่าการเจริญพระกรรมฐานอีกแล้ว เพราะเป็นบุญที่สูง

ที่สุดในพระพุทธศาสนา จะเห็นทางมรรคมรรคา มองเห็นทางเดินที่ถูกต้องคือ มรรค ๘ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา มีสติระลึกเสมอ สัมปรัญญะรู้ตัวเสมอ ทำอะไรรู้กาลเทศะ บาปบุญคุณโทษ รู้ว่าดีชั่วเป็นประการใด มันจะเกิดขึ้นแก่ตัวเองนั่นคือ ปัญญา ได้แก่ความไม่ประมาทตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป



************************



แหล่งที่มา :

พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม). ๒๕๕๐. ธรรมรักษา ๒. หจก. โรงพิมพ์คลัง

นานาวิทยา. ศูนย์ปฏิบัติธรรมเวฬุวัน จ.ขอนแก่น (สาขาวัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี) ขอนแก่น.

หน้า ๒๔-๒๖.



เผยแพร่เป็นธรรมทาน

เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา เจ้าที่ เจ้าทาง แม่นางธรณี ผีบ้าน ผีเรือน ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ สัมภเวสีทั้งหลาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง

ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาในบุญกุศลนี้ และจงได้รับในบุญกุศลนี้โดยทั่วหน้ากันเทอญ.

ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้ท่านพ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้น
เขียนโดย เสาวภางานพิมพ์ ที่ 20:45 

การยืนสมาธิ





การดูสภาวะในการยืนสมาธิ
ให้เอาสติไปตั้งไว้ที่ฝ่าเท้าทั้งสอง จิตของเราวางเป็นกลาง แล้วมาสังเกตหรือสำเหนียกดูที่ใต้ฝ่าเท้าทั้งสอง จะมีความรู้สึกเต้นตุ๊บ ๆ มีอาการร้อน ๆ ตอนใหม่เราจะมีความร้อนมาก แต่เราอย่าไปยึดถือวางจิตให้เป็นกลาง ให้สังเกตุที่ความร้อนและในความร้อนนั้น มีลักษณะคล้าย ๆ กับหัวใจเต้นแต่ไม่ใช่ การกำหนดจับดูกายสัมผัส ระหว่างเนื้อสัมผัสกับพื้นอย่างเดียวการนั่งสมาธิ จะเห็นความเกิดดับเหมือนกัน
เมื่อเรายืนนานเกิดเวทนากล้าจัดเ ราไม่ต้องขยับเท้าออก แต่ให้มายกมือเป็นการย้ายอารมณ์ เมื่อจับความรู้สึกที่มือชัด ๆ ที่เท้านั้นก็จะจางหายไปชั่วคราว แล้วให้มากำหนดดูความรู้สึกต่อไป การกำหนดจิตดูในมโนสัมผัส เมื่อเกิดดับที่ฝ่าเท้าชัดให้สังเกตุต่อไป จะเห็นความรู้สึกวิ่งขึ้นมาเบื้องบนจนถึงหน้าอกในมโนสัมผัส ก็เกิดการเต้นสั่นสะเทือนในหัวใจ มีอาการอย่างเดียวกับที่ฐานแรก มีอาการเสียว ๆ แปล๊บ ๆ ที่ในหัวใจ

เรียกว่าเกิดมโนสัมผัส คือการกระทบทางใจเกิดขึ้น เพราะเป็นอายตนะข้างใน เป็นที่รวมของอายตนะข้างนอก ขณะความรู้สึกมาถึงที่มโนสัมผัส ก็จะส่งทะลุออกข้างหลังแล้ววิ่งไปบน ศรีษะ เกิดการตึงนิดหน่อยแล้วก็ผ่านออกมโนทวาร คือ ทางออกของมโนวิญญาณเหมือนกันกับกำหนดฐานแรก


เนื้อหาจากhttp://www.watsai.net/patibatdhama_standing.php

การนั่งสมาธิ


ขั้นตอนวิธีการนั่งสมาธิ


1.  วิธีนั่งพื้น ให้เอาขาขวาทับขาซ้าย ตั้งกายให้ตรง ยกมือพนมระหว่างอก
 กล่าวคำอธิษฐานสมาธิตามอาจารย์ หรือผู้นำ ถ้าทำคนเดียวก็กล่าวคนเดียวดังนี้
 ข้าพเจ้า ระลึกถึง คุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ คุณบิดามารดา

 คุณครูบา อาจารย์ จงมาดลบันดาล ให้ใจของข้าพเจ้า จงรวมลงเป็นสมาธิ
 พุทโธ ธัมโม สังโฆ ( 3 จบ )
พุทโธ พุทโธ พุทโธ 

2. เสร็จแล้วเอามือลงให้เอามือขวาหงายทับมือซ้าย วางไว้บนตัก หลับตา

 บริกรรมคำว่า  พุทโธ ๆ 
อยู่ในใจจนกว่าจะเลิกตามเวลาที่กำหนด หลังจากนั้นให้ตั้งใจสวดแผ่เมตตาพิเศษ ดังนี้
สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ , อะเวรา สุขะชีวิโน
ขอให้สัตว์ทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่มีเวรต่อกันและกัน จงเป็นผู้ดำรงชีพอยู่เป็นสุขทุกเมื่อเถิด
กะตัง ปุญญัง ผะลัง มัยหัง , สัพเพ ภาคี ภะวันตุ เต
ขอให้สัตว์ทั้งสิ้นนั้น จงเป็นผู้มีส่วนได้เสวยผลบุญ อันที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้วนั้นเทอญ. 

3. วิธีนั่งเก้าอี้ ให้นั่งห้อยเท้าลงตามสบาย ตั้งกายให้ตรง หรือหลังพิงเก้าอี้ก็ได้
 ยกมือพนมระหว่างอกกล่าวคำอธิษฐาน และแผ่เมตตา เช่นเดียวกับข้อ 1. ( วิธีนั่งพื้น )

การเดินจงกรม




การเดินจงกรมคือความตั้งใจในการเดินไปและกลับในจังหวะต่าง ๆ ตามระยะทางที่กำหนดไว้
 โดยการเดินเป็นระยะหรือเป็นจังหวะ รวมแล้วมี 6 ระยะ มี ดังนี้
จงกรม 1 ระยะ "ซ้ายย่างหนอ - ขวาย่างหนอ"
จงกรม 2 ระยะ  "ยกหนอ - เหยียบหนอ"
จงกรม 3 ระยะ  "ยกหนอ - ย่างหนอ - เหยียบหนอ"
จงกรม 4 ระยะ   "ยกส้นหนอ - ยกหนอ - ย่างหนอ - เหยียบหนอ"
จงกรม 5 ระยะ  "ยกส้นหนอ - ยกหนอ - ย่างหนอ - ลงหนอ - ถูกหนอ"                                                                                                                         
จงกรม 6 ระยะ   "ยกส้นหนอ - ยกหนอ - ย่างหนอ - ลงหนอ - ถูกหนอ กดหนอ"
         ในการฝึกนั้นให้ฝึกไปทีละขั้น มิใช่ว่าเดินทุกระยะตั้งแต่ 1 ถึง 6 ระยะในคราวเดียวกัน หากแต่เริ่มฝึกจาก 1 ระยะก่อน คือ เดินอย่างช้า ๆ เป็นขั้น ๆ ไปตามวิธีเดินจงกลม จะก้าวเท้าซ้ายหรือเท้าขวาก่อนก็ได้ ตั้งสติกำหนดในใจตามไปพร้อมกับก้าวเท้าให้เป็นปัจจุบัน
          
 ต่อไปจะเป็นการสาธิตการเดินจงกรมระยะที่6  คำบริกรรมก็คือ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ และกดหนอ
ยืนหนอ ยืนหนอ  ยืนหนอ   อยากเดินหนอ  อยากเดินหนอ  อยากเดินหนอ .... ยกส้นหนอ.... ยกหนอ.... ย่างหนอ.... ลงหนอ.... ถูกหนอ.... กดหนอ .... (วนจนหมดระยะการเดิน)
             เมื่อจงกรมจนสุดทางด้านหนึ่งแล้ว หยุดยืนให้กำหนดในใจว่ายืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ อยากกลับหนอ  อยากกลับหนอ  อยากกลับหนอ กลับหนอ กลับหนอ กลับหนอ กลับหนอ กลับหนอ กลับหนอ....
              นี้คือการเดินจงกรมในระยะที่6 ซึ่งเป็นการฝึกหัดปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐานที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง 

การทำสมาธิ





สรุปจากคำแนะนำของท่านพ่อลี (พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร)
การยืน   ทำโดยยืนให้ตรง วางมือขวาทับมือซ้าย คว่ำมือทั้งสอง หลับตาหรือลืมตาสุดแท้แต่จะสะดวกในการทำ แล้วเพ่งไปที่คำว่า พุทโธ จนจิตตั้งมั่นได้
การเดิน   เรียกว่าเดินจงกรม ให้กำหนดความสั้น ความยาว ของเส้นทางที่จะเดินสุดแท้แต่เราเอง ควรจะหาสถานที่ และเวลาที่เหมาะสม ไม่อึกทึกครึกโครม และไม่มีสิ่งรบกวนจากรอบข้าง นอกจากนั้นที่ที่จะเดินไม่ควรสูงๆ ต่ำๆ แต่ควรเรียบเสมอกัน เมื่อหาสถานที่และเวลาที่เหมาะสมได้แล้วก็ตั้งสติ อย่าเงยหน้าหรือก้มหน้านัก ให้สำรวมสายตาให้ทอดลงพอดี วางมือทั้งสองลงข้างหน้าทับกันเหมือนกับยืน การเดินแต่ละก้าวก็ให้จิตตั้งมั่นอยู่กับคำบริกรรมว่า พุทโธ โดยเดินอย่างสำรวม ช้าๆ ไม่เร่งรีบ กำหนดรู้ในใจ
การนั่ง   คือนั่งให้สบาย แล้วเพ่งเอาจิตไปที่การบริกรรมคำว่า พุทโธ ท่องภาวนาไว้เป็นอารมณ์ให้กำหนดรู้อยู่ในใจ
การนอน  คือให้นอนตะแคงข้างขวา เอามือขวาวางรองศีรษะ ยืดมือซ้ายไปตามตัว ไม่นอนขด นอนคว่ำ หรือนอนหงาย แล้วก็สำรวมสติตั้งมั่นด้วยการภาวนาคำว่า พุทโธ ให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว เช่นเดียวกัน